อิสรภาพทางใจ ตามแนวทางที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล คือความหลุดพ้นจากการเป็นทาสของความอยากและการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาดังนี้
1. อิสรภาพที่แท้จริงคือการเลิกเป็นทาสความอยาก
มนุษย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าตนเองมีอิสระ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนล้วนตกเป็นทาสของความอยาก ซึ่งคอยสั่งการเราอยู่ตลอดเวลา การฝึกจิตตามแนวทางนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องเอาความสุขไปผูกติดไว้กับสิ่งภายนอก เช่น บุคคล รถยนต์ มือถือ หรือบ้านหลังใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักกลายเป็นภาระที่บีบคั้นใจ เมื่อฝึกจนพบความสุขภายใน ใจจะ เต็มอิ่มอยู่ในตัวเอง และเป็นอิสระอย่างแท้จริง
2. ความแตกต่างระหว่างความสุขจากสมาธิและจากปัญญา
ความสุขจากสมาธิ เป็นความสุขที่ยังกลับกลอก" และพึ่งพิงไม่ได้ตลอด เพราะจะสุขอยู่เพียงชั่วเวลาที่ทำสมาธิเท่านั้น พอออกจากสมาธิความทุกข์ก็กลับมาอีกความสุขจากปัญญาคือการรู้แจ้งจนปล่อยวางความยึดถือในธาตุและขันธ์ ความสุขชนิดนี้จะไม่กลับกลอก ทำให้ใจ โปร่ง โล่ง เบา และมีความสุขได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
3. อิสรภาพเหนือสภาวะร่างกายและสังคม
เมื่อใจเข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริงแล้ว ปัจจัยภายนอกที่รุนแรงก็ไม่สามารถทำลายความสุขภายในได้:
ทางร่างกายแม้ร่างกายจะแก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย ใจก็ยังคงมีความสุขแช่มชื่นเบิกบาน ไม่หวั่นไหวไปตามสภาวะของกาย
,ทางสังคมและเศรษฐกิจแม้เศรษฐกิจจะตกต่ำหรือการเมืองจะวุ่นวายเพียงใด ก็ไม่สามารถกระทบกระเทือนใจที่ฝึกมาดีแล้วได้
4. อิสรภาพสูงสุดการปล่อยวาง ผู้รู้ หรือ ตัวจิต จุดสูงสุดของอิสรภาพทางใจคือการเห็นความจริงว่า จิตไม่ใช่ตัวเรา เนื่องจากจิตคือศูนย์กลางของโลกและจักรวาล และเป็นสิ่งที่มนุษย์ยึดมั่นถือมั่นที่สุดว่าเป็นตัวตน เมื่อใดที่ปัญญาเห็นแจ้งว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้) จิตจะปล่อยวางความถือมั่นในตัวมันเอง ผลที่ตามมาเมื่อไม่ยึดถือจิตแล้ว ก็จะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีกเลย
จิตจะพราก
ออกจากขันธ์ 5 (กาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง) โดยทำหน้าที่ร่วมกันไปแต่ไม่เข้าไปยึดติด ทำให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงสรุปได้ว่า อิสรภาพทางใจในบริบทนี้คือ การที่ใจไม่ถูกบีบคั้นด้วยความอยากและไม่ถูกจองจำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ทำให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น