วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

Hospital

 





Pranangklao Hospital by s72m7pjjgt


โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ถูกกล่าวถึงในฐานะสถานพยาบาลที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากโรงพยาบาลประจำจังหวัดขนาดเล็กสู่การเป็นโรงพยาบาลศูนย์และศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิขั้นสูง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

1. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และที่ตั้งต้นกำเนิด โรงพยาบาลเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ในชื่อเดิมว่า โรงพยาบาลนนทบุรีพื้นที่ยุทธศาสตร์โบราณตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 24 ไร่ บริเวณวัดเทพอุรุมภังค์ (วัดหัวเมือง) ซึ่งเป็นวัดร้างพื้นที่นี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเคยเป็นที่ตั้งของ เมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร ซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านสำคัญในสมัย

กรุงศรีอยุธยาการพระราชทานนามในปี พ.ศ. 2532 ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระราชชนนีของพระองค์ (สมเด็จพระศรีสุลาลัย) เป็นชาวจังหวัดนนทบุรี

2. ศักยภาพและการรักษาพยาบาล การขยายขนาดเริ่มต้นจากการมีเพียง 217 เตียงในปี พ.ศ. 2532 จนปัจจุบันได้ขยายศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ถึง 834 เตียงศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: โรงพยาบาลโดดเด่นในการเป็นศูนย์รักษาโรคที่ซับซ้อน อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด อุบัติเหตุทารกแรกเกิดโรคหลอดเลือดสมอง, การปลูกถ่ายอวัยวะและการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ระดับการบริการปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิขั้นต้นมีเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

3. บทบาทด้านแพทยศาสตรศึกษาโรงพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการเป็นสถาบันหลักสังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามนอกจากนี้ยังเป็นโรงพยาบาลร่วมสอนในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อีกด้วย

4. โครงสร้างและสถาปัตยกรรม มีการก่อสร้างอาคารสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เช่น อาคารเจษฎาบดินทร์ สูง 9 ชั้น ซึ่งบนหน้าบันมีการประดิษฐานตราสัญลักษณ์เลข ๓ ไทย ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อสื่อถึงรัชกาลที่ 3โครงการใหญ่อย่าง อาคารศูนย์การแพทย์ 18 ชั้น (เริ่มสร้างราวปี พ.ศ. 2559) ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นโดยสรุป แหล่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่เป็นสถาบันที่มีรากฐานผูกพันกับประวัติศาสตร์ของเมืองนนทบุรีและสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางการแพทย์และวิชาการใน

ปัจจุบันอาคารศูนย์การแพทย์พระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นอาคารสูง 18 ชั้นที่สร้างขึ้นใหม่ในช่วงราวปี พ.ศ. 2559 มีความพิเศษและสำคัญต่อการพัฒนาโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าในหลายด้าน ดังนี้การยกระดับสู่โรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงอาคารนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนนับพันล้านบาท โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าก้าวเข้าสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิระดับสูง (High-level Tertiary Hospital) ซึ่งมีความสามารถในการรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวของเมือง: การก่อสร้างอาคารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนและเมืองใน

เขตจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องศูนย์รวมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอาคารนี้ช่วยสนับสนุนศักยภาพของโรงพยาบาลในการเป็นศูนย์เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ศูนย์รักษาโรคมะเร็ง และจักษุวิทยาการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และอุบัติเหตุ การดูแลทารกแรกเกิด การขยายขีดความสามารถในการบริการเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โรง

พยาบาลสามารถขยายศักยภาพการรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 834 เตียง ในปัจจุบันอาคาร 18 ชั้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดในอดีต สู่การเป็นศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

พระพุทธเจ้า

 




Siddhartha by s72m7pjjgt


เหตุผลที่พญามาร (หรือท้าววสวัตตี) ต้องพยายามขัดขวางการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สามารถวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลได้ดังนี้

1. เพื่อไม่ให้พระองค์บรรลุธรรมจุดประสงค์หลักที่ชัดเจนที่สุดคือ พญามารต้องการขัดขวางไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ หรือเข้าถึงพระธรรมอันเป็นหนทางแห่งความดับทุกข์

2. เพื่อทำลายตบะเดชะในช่วงสัปดาห์ที่ 5 หลังการตรัสรู้ (หรือตามบางคติคือช่วงก่อนตรัสรู้) ธิดามารทั้ง 3 ได้แก่นางราคา นางอรดี และนางตัณหา ได้อาสาพญามารผู้เป็นบิดาเพื่อไปทำลายตบะเดชะหรือพลังความเพียรของพระพุทธเจ้า โดยการเนรมิตกายเป็นสตรีที่สวยงามมายั่วยวนเพื่อดึงจิตของพระองค์ให้กลับมาพัวพันกับกามตัณหาอีกครั้ง

3. การรักษาสภาวะดั้งเดิมของโลก (ในเชิงสัญลักษณ์)พญามารเปรียบเสมือนตัวแทนของกิเลสและอุปสรรคที่คอยเหนี่ยวรั้งสรรพสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร การที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้นหมายถึงการค้นพบทางออกไปจากอำนาจของกิเลสและมาร พญามารจึงต้องเคลื่อนขบวนพลพยุหะหรือกองทัพมารมาเพื่อสู้รบและข่มขู่ให้พระองค์เกิดความกลัวและละทิ้งความตั้งใจ 

4. การท้าทายสิทธิ์ในรัตนบัลลังก์แม้ในแหล่งข้อมูลที่ให้มาจะเน้นไปที่การใช้กองทัพและการยั่วยวน แต่ตามคติพุทธประวัติทั่วไป (ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมในแหล่งข้อมูล) พญามารมักปรากฏตัวเพื่อทวงสิทธิ์ในบัลลังก์ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง โดยอ้างว่าเป็นของตน เพื่อขัดขวางไม่ให้พระองค์ใช้สถานที่นั้นเป็นที่
ตรัสรู้(ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรง)ในทางธรรม พญามารคือสัญลักษณ์ของ มัจจุราช หรือ กิเลสมาร การขัดขวางของมารจึงเป็นการสะท้อนภาพการต่อสู้ภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม ที่ต้อง

เอาชนะความกลัว (กองทัพมาร) และความใคร่ (ธิดามาร) ให้ได้ก่อนที่จะเข้าถึงความสงบอันเป็นอมตธรรมสรุปคือ พญามารต้องการรักษาอำนาจของตนเหนือมวลมนุษย์ด้วยการปิดกั้นหนทางสู่ปัญญาและการหลุดพ้นที่พระพุทธเจ้ากำลังจะทรงค้นพบนั่นเองครับ บนเส้นทางแห่งการแสวงหาธรรม การเดินทางไม่ได้ราบรื่นเสมอไป จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทดสอบศรัทธาของเหล่าปัญจวัคคีย์ได้มาถึง เมื่อพระโพธิสัตว์

ทรงตัดสินพระทัยครั้งสำคัญอันนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาต้องแยกทางกัน แต่ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นแก่นแท้แห่งคำสอนของพระพุทธองค์ หลังจากทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างยิ่งยวดมาเป็นเวลาถึง 6 พรรษา จนพระวรกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พระโพธิสัตว์ทรงตระหนักด้วยพระปัญญาว่า การทรมานตนให้ลำบากเปล่าเช่นนี้เป็นข้อปฏิบัติที่ตึงเครียดเกินไปและไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องแห่งการตรัสรู้ การตัดสินพระทัยเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาจึงมิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติส่วนพระองค์ แต่ยังเป็นการปฏิเสธกระบวนทัศน์ทางจิต

วิญญาณ (spiritual paradigm) ที่แพร่หลายในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง การค้นพบทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทาจึงถือเป็นวิทยานิพนธ์เชิงปฏิวัติที่จะกลายเป็นหัวใจแห่งคำสอนอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ การ
ตัดสินพระทัยกลับมาเสวยพระกระยาหารตามเดิมได้สร้างความผิดหวังให้แก่เหล่าปัญจวัคคีย์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาเข้าใจผิดว่าพระโพธิสัตว์ได้ทรงละทิ้งความเพียรและหวนกลับไปสู่ความมักมากแล้ว ด้วยความหมดศรัทธา พวกเขาจึงได้พากันเดินทางตีจากพระองค์ไปพำนักอยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพา

ราณสี การพลัดพรากครั้งนี้ทำให้พระโพธิสัตว์ต้องทรงบำเพ็ญเพียรตามลำพัง ซึ่งในที่สุดก็ได้นำพระองค์ไปสู่การตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ท้าวสหัมบดีพรหม คือพรหมผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในพุทธประวัติ โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ ๆ ความสำคัญของท่านสามารถสรุปได้ตามรายละเอียดในแหล่งข้อมูลดังนี้

1. ผู้หยุดยั้งความพินาศทางปัญญาของโลก หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขและพิจารณาว่าธรรมะที่ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดและลึกซึ้งมาก ยากที่ปุถุชนผู้มากด้วยกิเลสจะเข้าใจได้ พระองค์จึงทรงดำริที่จะไม่แสดงธรรมเพื่อโปรดใครเลย เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมทราบถึงพุทธดำรินี้ ท่านทรงตกพระทัยอย่างยิ่งและเปล่งวาจาถึงสามครั้งว่า โลกจะฉิบหายในครั้งนี้ เนื่องด้วยหากขาดแสงแห่งธรรม มนุษย์จะไม่มีโอกาสพ้นจากทุกข์ได้เลย

2. ผู้อาราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม (พรหมอาราธนา) ท้าวสหัมบดีพรหมพร้อมด้วยเทพบริษัทได้ลงจากพรหมโลกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลก ท่านได้ให้เหตุผลสำคัญเพื่อโน้มน้าวพระทัยว่า ในโลกนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่มี กิเลสเบาบาง มีธุลีในดวงตาน้อย ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะรับฟังและเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้

3. จุดเริ่มต้นของการพิจารณา บัว 4 เหล่า คำอธิบายของท้าวสหัมบดีพรหมที่ว่ายังมีผู้ที่สอนได้ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาความแตกต่างของระดับสติปัญญาของบุคคลในโลก จนนำไปสู่การเปรียบเทียบกับบัว 4 เหล่าอุคฆฏิตัญญูบัวพ้นน้ำที่พร้อมบานทันทีเมื่อฟังธรรม วิปจิตัญญู: บัวปริ่มน้ำที่ต้องพิจารณาธรรมเพิ่มเติมจึงจะบาน เนยยะ บัวใต้น้ำที่ต้องอาศัยความเพียรและการสอนอย่างต่อเนื่อง ปทปรมะ: บัวในโคลนตมที่ยังไม่สามารถเข้าใจธรรมได้ในขณะนั้น

4. ผู้เปลี่ยนพุทธปณิธานจากการหลุดพ้นส่วนตัวสู่การเป็นศาสดาโลก ผลจากการทูลอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม ทำให้พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานว่าจะแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานที่จะประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายเพื่อประโยชน์แก่ชนทุกหมู่เหล่า ดังนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมจึงมีความสำคัญในฐานะ ผู้เปิดประตูแห่งการเผยแผ่ธรรมหากไม่มีการทูลอาราธนาของท่านในวันนั้น โลกอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพุทธศาสนาและการดับทุกข์ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

โรงเรียนเผยอิงทรงวาด

 




Pueying School by ลักษณาวดี มีซิน


เหตุผลที่โรงเรียนเผยอิงยังคงเน้นการสอนการใช้พู่กันและวัฒนธรรมจีนอย่างเข้มข้นจนถึงปัจจุบัน มีรากฐานมาจากวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและอัตลักษณ์ของโรงเรียน ดังนี้

เจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งโรงเรียนถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วเพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับบุตรหลานชาวจีน โดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิชาการในภาษาจีนอันเป็นภาษาของตนเอง เพื่อ ความสะดวกในการประกอบอาชีพและทำการค้าขาย ต่อไปการรักษาเอกลักษณ์ โรงเรียนจีนแม้เวลาจะผ่าน

ไปกว่าศตวรรษ แต่โรงเรียนยังคงดำรงฐานะเป็น โรงเรียนสอนภาษาจีน ที่ดำเนินงานโดยสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทยการสอน การใช้พู่กันจีนและวัฒนธรรมจีน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดมรดกทางปัญญาที่ตกทอดมาจากยุคแรกที่ใช้ระบบการศึกษาจากประเทศจีนโดยตรงการสร้างความแน่นแฟ้นในชุมชนจุดประสงค์หนึ่งในการสร้างโรงเรียนคือเพื่อ สร้างความแน่นแฟ้นให้ชุมชนจีนในไทย และสร้างเครือข่ายให้กับนักเรียนจีนในอนาคต การเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันอย่างการเขียนพู่กันจีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนไว้หลักสูตรที่ทันสมัยและเป็นสากล แม้จะสอน

วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่โรงเรียนมีการปรับตัวโดยใช้ แบบเรียนจากประเทศจีนและสิงคโปร์ เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนมีคุณภาพและเท่าทันระดับสากล แม้ว่าสัดส่วนการสอนวิชาหลักจะอ้างอิงตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการประเทศไทยก็ตามการปลูกฝังคุณธรรมตามปรัชญาโรงเรียน การสอนวัฒนธรรมจีนมักสอดแทรกปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า รักชาติ เพียรศึกษา ซื่อสัตย์ มีคุณธรรมซึ่งการฝึกพู่กันจีนไม่ได้เป็นเพียงการเขียนตัวอักษร แต่ยังเป็นการฝึกสมาธิ ความเพียรพยายาม และความอดทน

ตามคติพจน์ของโรงเรียนอีกด้วย การเน้นสอนวัฒนธรรมและพู่กันจีนจึงเปรียบเสมือน การรักษาฐานรากของต้นไม้ใหญ่แม้กิ่งก้านจะเติบโตและแผ่ขยายไปตามสภาพแวดล้อมของสังคมไทย หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการแต่รากแก้วที่แข็งแกร่ง (วัฒนธรรมจีน) ก็ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงให้อัตลักษณ์ของโรงเรียนเผยอิงโดดเด่นและทรงคุณค่าอยู่เสมอ สถาปัตยกรรมตะวันตกของ โรงเรียนเผยอิง โดยเฉพาะอาคารเรียนหลังแรก มีความโดดเด่นและสะท้อนถึงรสนิยมความนิยมในสมัยนั้นอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

รูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารหลักถูกสร้างขึ้นในรูปแบบ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล (Colonial Style) หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า ทรงแบบฝรั่งซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)ลักษณะโครงสร้างตัวอาคารเป็นอาคารรูปทรง สี่เหลี่ยมผืนผ้า สูง 3 ชั้นการออกแบบภายในมี โถงกลางทางเข้า ที่ดูสง่างามส่วนยอดของอาคารประดับด้วย แจกันปูนปั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะของสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้น จุดเด่นสำคัญบริเวณ หน้าบัน (Pediment) ชั้นบนสุด มีการติดตั้ง นาฬิกาขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะใช้บอกเวลาแล้ว ยังเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เสริมให้ตัว

อาคารดูมีความเป็นสากลและทันสมัย งบประมาณและการก่อสร้างอาคารนี้ใช้ทุนก่อสร้างจากเงินบริจาคของพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท (ในสมัยนั้น) เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2459 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2463ความขัดแย้งที่ลงตัว (Contrast): รูปแบบสถาปัตยกรรมภายนอกที่เป็นตะวันตกอย่างเต็มตัวนั้น ขัดกับเนื้อในของการเรียนการสอนที่มีความเป็นจีนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในยุคแรกที่มีการนำ

เข้าครูมาจากเมืองจีนและเน้นการเรียนภาษาจีนวันละหลายชั่วโมงรางวัลการันตีคุณภาพด้วยความสวยงามและการรักษาโครงสร้างเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม อาคารหลังนี้ได้รับพระราชทาน รางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น และรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2545 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ เมื่อมองจากภาพรวมจะเห็นว่าอาคารทรงฝรั่งหลังนี้ตั้งอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของ ซุ้มประตูทางเข้าที่มีหลังคาทรงจีนประดับมังกร อย่างวิจิตร ซึ่งเป็นการผสมผสานทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงตัวตนของชุมชนชาวจีนบนถนนทรงวาดที่ต้องการก้าวสู่ความเป็นสากล (ผ่านสถาปัตยกรรมตะวันตก) โดยที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของบรรพบุรุษไว้อย่างมั่นคง

วัดกระเจ็ดมหาชัย

 





ตำนานสามเสาหลัก by yv4466nrpm


วัดเจษฎาราม (มหาชัย) ถูกกล่าวถึงในฐานะศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และสังคมที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสาคร โดยสามารถขยายความรายละเอียดได้ดังนี้

1. ข้อมูลพื้นฐานและสถานะทางศาสนา สถานะ: เป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย และได้รับการประกาศให้เป็น วัดพัฒนาดีเด่น ที่ตั้ง เลขที่ 193 ถนนเจษฎาวิถี ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร บทบาทสำคัญป็นที่ตั้งของโรงเรียนพระปริยัติธรรม และเป็น สนามสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลีประจำจังหวัดสมุทรสาคร นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมเผยแผ่ศาสนา สังคมสงเคราะห์ และสาธารณประโยชน์

2. ประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนชื่อจุดเริ่มต้นเดิมไม่แน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด แต่ในปี พ.ศ. 2401 พระอาจารย์น่วม (จากวัดแสมดำ) พร้อมด้วยคหบดีและชาวบ้านมหาชัยได้ร่วมกันสร้างขึ้นใหม่ในชื่อ วัดธรรมสังเวช หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดกระเจ็ด การขนานนามใหม่ ในปี พ.ศ. 2439 เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ได้มาพักแรมที่วัดและได้ขนานนามวัดให้ใหม่ว่า วัดเจษฎาราม การยกฐานะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2480 และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2531 (ทั้งนี้ป้ายหน้าวัดระบุปีที่ได้รับพระราชทานยกฐานะคือ พ.ศ. 2530)

3. ปูชนียวัตถุและปูชนียบุคคลที่สำคัญ หลวงพ่อโต พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก พระครูมหาชัยบริรักษ์ (หลวงพ่อเชย ญาณวฑฺฒโน)อดีตเจ้าอาวาส (พ.ศ. 2462–2500) ผู้เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังยุคเก่าของมหาชัย เจ้าของฉายา วาจาดังพระร่วง ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่ออกแบบและสร้างถาวรวัตถุภายในวัดด้วยตนเองมากมาย เช่น พระอุโบสถ วิหาร และหอพระไตรปิฎกสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ:มีพระพุทธรูปยืนปางถวายเนตรประดิษฐานหน้าพระอุโบสถ รอยพระพุทธบาทจำลอง และต้นศรีมหาโพธิ์ 

4. งานประเพณีและความร่วมมือของชุมชน งานประจำปีวัดจัดงานสมโภชเป็นประจำทุกปีใน วันแรม 11 ค่ำ เดือน 5 การสนับสนุนจากชาวเมืองหลักฐานบนป้ายหน้าวัดแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของชาวมหาชัยในการบริจาคทรัพย์เพื่อทำนุบำรุงวัด เช่น ครอบครัวมิตรสุวรรณ และพุทธศาสนิกชนรายอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงศรัทธาที่เหนียวแน่นของท้องถิ่น อุปมาอุปไมย: วัดเจษฎารามเปรียบเสมือน จดหมายเหตุที่มีชีวิต ของมหาชัย เพราะรวบรวมไว้ทั้งเรื่องราวของราชสำนัก(ชื่อวัด)พลังศรัทธาของชาวบ้าน (การร่วมกันสร้างวัด) และเกียรติประวัติของบูรพาจารย์ (หลวงพ่อเชย) โดยมีสถานะพระอารามหลวงเป็นเสมือน ตราประทับรับรองความสำคัญ ที่หลอมรวมใจของชาวสมุทรสาครไว้เป็นหนึ่งเดีย หลวงพ่อเชย ญาณวัฑฒโนพระนัก

พัฒนาผู้สร้างวัดเจษฎาราม ศูนย์กลางแห่งศรัทธาชาวมหาชัย เกริ่นนำ วัดเจษฎาราม พระอารามหลวงชั้นตรีคู่บ้านคู่เมืองสมุทรสาคร มิได้เป็นเพียงศาสนสถานที่งดงาม หากแต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาของชาวมหาชัยมาอย่างยาวนาน ความเจริญรุ่งเรืองที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนั้น มีรากฐานสำคัญมาจากวิสัยทัศน์และบารมีของอดีตเจ้าอาวาสนามว่า พระครูมหาชัยบริรักษ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม หลวงพ่อเชย ญาณ

วัฑฒโน ท่านคือพระเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นที่เคารพยำเกรงถึงขนาดที่ชาวบ้านกล่าวขานว่าท่านมี วาจาดังพระร่วงแต่ยิ่งไปกว่านั้น ท่านคือ พระนักพัฒนา ผู้ยิ่งใหญ่ บทความนี้จะพาท่านย้อนรอยสำรวจชีวประวัติอันน่าเลื่อมใส จากเส้นทางแห่งการแสวงหาปัญญาสู่การรังสรรค์มรดกอันล้ำค่าที่ท่านได้ฝากไว้แก่วัดเจษฎารามและชุมชนชาวมหาชัยตราบจนถึงทุกวันนี้