วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

อวิชา





ปัญญาระดับมรรคจิต ถูกระบุว่าเป็นปัญญาที่ทำหน้าที่สำคัญในการ ละอนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่สะสมนอนเนื่องอยู่ในจิตใจและมีกำลังมากจนวิธีทั่วไปไม่สามารถดับได้ อย่างไรก็ตาม ในแหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัญญาระดับมรรคจิตมีกี่ระดับ หรือแต่ละระดับละกิเลสแตกต่างกันอย่างไร โดยข้อมูลในแหล่งข้อมูลจะเน้นไปที่การจำแนกประเภทของกิเลสที่มรรคจิตต้องเข้าไปทำลาย โดยเฉพาะ อนุสัยกิเลส 7 ประการ ดังนี้

กามราคานุสัย

ความติดข้องในกาม

ปฏิฆานุสัย

ความโกรธ ทิฏฐินุสัย

ความเห็นผิด

วิจิกิจฉานุสัย

ความสงสัย

มานานุสัยความถือตัว

ภวราคานุสัยความติดข้องในภพ อวิชชานุสัยความไม่รู้ เพื่อให้คำตอบสมบูรณ์ ผมขออนุญาตนำข้อมูลจาก หลักการทางพุทธศาสนาทั่วไป มาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับของมรรคจิต ซึ่งคุณอาจต้องการตรวจสอบความถูกต้องจากแหล่งอื่นประกอบด้วย ตามหลักปริยัติ มรรคจิตมี 4 ระดับ ซึ่งทำหน้าที่ละกิเลส (สังโยชน์) ต่างกัน ดังนี้

โสดาปัตติมรรคละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการ คือ ความเห็นผิด (ทิฏฐิ)ความสงสัย (วิจิกิจฉา) และความลูบคลำในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด (สีลัพพตปรามาส) สกทาคามิมรรค ทำกามราคะและปฏิฆะ (ความโกรธ) ให้เบาบางลง อนาคามิมรรคละกามราคะและปฏิฆะได้อย่างเด็ดขาด อรหัตตมรรคละสังโยชน์ที่เหลือทั้งหมด (เช่น มานะ, อุทธัจจะอวิชชา) ได้อย่างสิ้นเชิงอภิสังขารูปธิ คือการปรุงแต่งที่ครอบคลุมถึงทั้งฝ่ายดี (กุศล) และฝ่ายไม่ดี (อกุศล) โดยในส่วนของการปรุงแต่งฝ่ายดีนั้น มีรายละเอียดและความสำคัญดังนี้หมายถึงเจตนาฝ่ายกุศลอภิสังขารูปธิ หมายถึง เจตนา (ความจงใจ) ที่เกิดร่วมกับกุศลจิตและเจตสิกที่ดีทั้ง

หลายเป็นสภาพที่ปรุงแต่งภพภูมิ: แม้จะเป็นการกระทำที่ดีหรือเป็นกุศล แต่เจตนาเหล่านี้ยังคงหน้าที่ในการปรุงแต่งเพื่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ (วัฏฏะ) เหตุที่เป็น อุปธิ (ทรงไว้ซึ่งทุกข์): สาเหตุที่การปรุงแต่งฝ่ายดีถูกจัดเป็นอุปธิด้วยนั้น เป็นเพราะว่า: นำไปสู่วัฏฏทุกข์: แม้กุศลจะนำไปสู่ภพภูมิที่ดี แต่ตราบใดที่ยังต้องมีการเกิด การเกิดนั้นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย ซึ่งเรียกว่า วัฏฏทุกข์มีความเกิดดับเป็นธรรมดา

สภาพธรรมฝ่ายดี ทั้งกุศลจิตและเจตสิกที่ดี เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมต้องดับไปตามกฎของไตรลักษณ์ สภาพที่ต้องเกิดดับนี้เองจึงชื่อว่าทรงไว้ซึ่งความทุกข์  สรุปคือ อภิสังขารูปธิในฝ่ายดี คือเจตนาในการทำบุญหรือกุศลที่ยังมีกำลังนำให้เกิดในสังสารวัฏ ซึ่งแม้จะให้ผลเป็นความสุขในภพภูมินั้น ๆ แต่ในแง่ของสัจธรรมแล้ว ยังถือว่าเป็นเครื่องทรงไว้ซึ่งทุกข์เพราะยังไม่สามารถทำลายวงจรการเวียนว่ายตายเกิดให้สิ้นสุดลงได้พระนิพพาน มีความเกี่ยวข้องกับ วัตถุกาม ในลักษณะที่เป็น ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวตามที่ระบุไว้ในแหล่งข้อมูลครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ขอบเขตของวัตถุกาม ในแหล่งข้อมูลอธิบายว่า วัตถุกาม คือสภาพธรรมที่เป็นที่ตั้งของความยินดี ความพอใจ และความปรารถนา ซึ่งครอบคลุมถึง วัฏฏะในภูมิทั้ง 3 (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) และรวมถึง รูปและนามทั้งหมด พระนิพพานคือข้อยกเว้น แหล่งข้อมูลระบุอย่างชัดเจนว่า สภาพธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งให้โลภะ (วัตถุกาม) นั้นรวมถึงสรรพสิ่งที่เป็นรูปและนามทั้งหมด เว้นแต่ พระนิพพานเท่านั้นที่ไม่จัดเป็นวัตถุกาม เหตุผลสำคัญ เนื่องจากวัตถุกามคือสิ่งที่ กิเลสกาม (ความโลภหรือฉันทราคะ) เข้าไปติดข้องและยึดถือเพื่อให้สังสารวัฏดำเนินต่อไป

แต่พระนิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นไปแห่งกิเลสและอยู่เหนือวงจรการเกิดดับ (วัฏฏะ) จึงไม่เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในภูมิทั้ง 3 เหมือนวัตถุกามอื่น ๆ สรุปได้ว่า ในบรรดาสภาพธรรมทั้งหมดที่มีอยู่ พระนิพพานเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ใช่ทั้งวัตถุกามและไม่อยู่ในข่ายของอุปธิ (สภาพที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์) เพราะเป็นสภาวะที่ปราศจากความเกิดดับและกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงเป็นสภาพธรรมที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

1. ธรรมชาติของความเศร้าหมอง (กิเลส 10) เมื่อกิเลสเกิดขึ้นย่อมทำให้จิตเศร้าหมองทันทีโดยกิเลสที่เป็นตัวการหลักมี 10 ประการ ได้แก่: กลุ่มที่ทำลายความสงบเช่น ความโกรธ (โทสะ)ความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) และความสงสัย (วิจิกิจฉา)กลุ่มที่สร้างความติดข้องและความหลงเช่น ความโลภ (โลภะ)ความเห็นผิด (ทิฏฐิ)และความไม่รู้ความจริง (โมหะ) กลุ่มที่บั่นทอนกำลังใจและความละอาย: เช่น ความหดหู่ท้อถอย (ถีนะ) ความไม่ละอายต่อบาป (อหิริกะ)และความไม่เกรงกลัวต่อบาป (อโนตตัปปะ) กลุ่มที่สร้างความสำคัญตนคือความถือตัวหรือการเปรียบเทียบ (มานะ)

2. ลักษณะการทำงานที่ทำให้จิตเศร้าหมองอย่างต่อเนื่อง แหล่งข้อมูลระบุว่า ความเศร้าหมองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่มีลักษณะการทำงานที่ลึกซึ้งกว่านั้นการหมักหมม (อาสวะ) กิเลสมีสภาพเหมือน เครื่องหมักดองที่สั่งสมอยู่ในนิสัย (ขันธสันดาน) และไหลไปสู่ทวารต่าง ๆ ทำให้จิตใจมึนเมาและหลงใหลอยู่ในวัฏสงสารการนอนเนื่อง (อนุสัย)แม้ในขณะที่จิตดูเหมือนจะสงบ แต่กิเลสอย่าง

ละเอียดก็ยัง ตามนอนเนืองอยู่ในจิต โดยไม่ปรากฏตัวออกมา จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยมากระตุ้นการผูกมัด (สังโยชน์ และ โยคะ) กิเลสทำหน้าที่เป็น เครื่องผูก และ เครื่องตรึง จิตไว้กับความทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ให้หลุดพ้นไปได้

3. ขอบเขตของความเศร้าหมองและอุปธิ ความเศร้าหมองของจิตนั้นมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับ อุปธิ หรือสภาพที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์ ซึ่งมีความกว้างขวางกว่ากิเลส เพราะครอบคลุมถึงทุกสภาพธรรมที่เกิดดับ รวมถึงรูปและกุศลจิตที่ดีด้วย เนื่องจากตราบใดที่ยังมีการเกิดดับ สภาพนั้นย่อมชื่อว่าทรงไว้ซึ่งทุกข์ทั้งสิ้น , นอกจากนี้ จิตที่เศร้าหมองด้วยความยึดมั่น (อุปาทาน) จะเข้าไปติดข้องใน วัตถุกาม ซึ่งหมายถึงรูปและนามทั้งหมดในภูมิทั้ง 3 (เว้นแต่พระนิพพาน) ทำให้วงจรแห่งความทุกข์ดำเนินต่อไปอย่างไม่จบสิ้น 

4. การออกจากสภาพจิตที่เศร้าหมอง สภาพจิตที่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่สะสมมานาน อนุสัยนี้ ไม่สามารถละได้ด้วยวิธีทั่วไป แต่ต้องใช้ ปัญญาระดับมรรคจิต เท่านั้นในการดับกิเลสเหล่านั้นให้สิ้นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนสู่สภาพจิตที่สงบและปราศจากทุกข์ 


   





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น