วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว

 





Nam Myoho Renge Kyo Unfolding by wofe99


สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าวว่าทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ ความสามารถ หรือสถานะทางสังคม(มีคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า)จึงมีสิทธิได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน จากการศึกษาพระสูตร พระนิชิเร็นได้กำหนดว่าการเรียกน้ำเมียวโฮ ร็งเงเคียว เป็นแนวปฏิบัติสากลที่ช่วยให้ทุกคนสามารถสำแดงความเป็นพุทธะซึ่งมี

อยู่ในชีวิตของตน และได้รับกำลังและปัญญาที่จะท้าทายและเอาชนะความยากลำบากและข้อจำกัด พระนิชิเร็นเห็นพระสูตรนี้เป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่และเน้นว่าทุกคนสามารถบรรลุธรรมและอยู่อย่างมีความสุขในโลกนี้ สมาชิก SGI 

ศึกษาคำสอนของพระนิชิเร็น พระภิกษุสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 13 คำสอนของพระองค์เป็นหนทางสำหรับทุกคนในการปลูกฝังปัญญาและพลังแห่งพุทธะที่มีอยู่ในชีวิตของ

พวกเขาโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ของพวกเขา แต่ละคนมีพลังในการเอาชนะความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญ เพื่อสร้างคุณค่าและมีอิทธิพลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในสังคม และในโลก 

10 June 2022 Friday


การรำลึกถึงผู้ล่วงลับในบริบทของพุทธศาสนามหายานนิกายนิชิเรน ตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล มีลักษณะสำคัญที่เน้นการใช้ความศรัทธาเป็นเครื่องเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่จากไป โดยมีรายละเอียดดังนี้การใช้อักษรศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลางในการอุทิศส่วนกุศลในพิธีรำลึกจะมีการประดิษฐานตัวอักษรวิจิตร นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว (Namu Myoho Renge Kyo) ไว้เป็นประธาน ตัวอักษรที่มีเส้นตวัดยาวคล้ายรัศมีนี้สื่อถึงแสงสว่างแห่งธรรมที่แผ่กระจายไปโอบอุ้มดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับในทุกทิศทาง 


พิธีกรรมในสถานที่จริง (Site-Specific Memorial)จากภาพที่จังหวัดคุมาโมโตะ การรำลึกถูกจัดขึ้น ณ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติโดยตรง โดยมีฉากหลังเป็น ภูเขาที่มีรอยดินถล่มขนาดใหญ่ การปฏิบัติเช่นนี้แสดงถึงการเผชิญหน้ากับความสูญเสียอย่างกล้าหาญ และการใช้ธรรมะเพื่อปลอบประโลมทั้งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตและจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ การจัดแท่นบูชาเพื่อเชิดชูชีวิตใน


พิธีรำลึกจะมีการจัดเตรียมเครื่องสักการะอย่างประณีต ประกอบด้วยดอกไม้และผลไม้(ส้ม)เพื่อสื่อถึงความกตัญญูและความเบิกบานของชีวิต การจุดเทียน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่จะส่องนำทางให้แก่ผู้ล่วงลับ การสวดมนต์ (Daimoku)นักบวชในชุดพิธีกรรมและฆราวาสจะร่วมกันพนมมือ(กัสโช)และสวดวลีศักดิ์สิทธิ์ เพื่อส่งแรงสั่นสะเทือนแห่งธรรมไปถึงผู้ที่จากไป สัญลักษณ์ของดอกบัวและการหลุดพ้นลวดลาย ดอกบัว ที่ล้อมรอบตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า แม้ชีวิตจะจบสิ้นลงท่ามกลางความ


ทุกข์ยากเปรียบได้กับโคลนตมแต่ดวงวิญญาณสามารถบรรลุสภาวะที่บริสุทธิ์และสงบสุขได้เฉกเช่นดอกบัวที่เบ่งบาน อุปมาอุปไมย การรำลึกผู้ล่วงลับในรูปแบบนี้เปรียบเสมือน การส่งคลื่นสัญญาณแห่งความปรารถนาดีผ่านประภาคารธรรม แม้ผู้ล่วงลับจะล่องเรือออกไปไกลจนลับสายตาในมหาสมุทรแห่งความตาย แต่แสงสว่างจากตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์และเสียงสวดมนต์จะทำหน้าที่เป็นประภาคารที่ช่วยนำทางให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นเดินทางไปสู่ฝั่งแห่งความสงบสุขได้อย่างปลอดภัย



 

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

The old siam

 



Charoenkroung Road Siam 1899 by yv4466nrpm


สถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 จากภาพถ่ายทั้งสองแหล่งสะท้อนถึงยุคแห่งการปฏิรูปสถาปัตยกรรมไทยให้มีความเป็นสากลและเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจดังนี้

1. การกำเนิดของตึกแถวแบบยุโรป (The Masonry Shophouse) ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนจากเรือนไม้ไปสู่ตึกแถวก่ออิฐถือปูนสองชั้น อาคารเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อความคงทนและใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ โดยชั้นล่างเปิดเป็นหน้าร้านค้าและชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ซึ่งเป็นอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม (Colonial Style) ที่แพร่หลายในภูมิภาคนี้

2. องค์ประกอบทางศิลปะและฟังก์ชันแบบตะวันตก อาคารในยุคนี้มีการรับอิทธิพลการออกแบบจากตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ หน้าต่างและประตู: มีการใช้ หน้าต่างบานเฟี้ยมหรือบานเปิดที่มีสัดส่วนสมมาตร และการใช้ช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างเพื่อให้ภายในอาคารสว่างขึ้น การประดับตกแต่งตัวอาคารมีการฉาบปูนเรียบและอาจมีการแต่งลวดลายตามขอบหน้าต่างหรือหัวเสา ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมในศิลปะแบบนีโอคลาสสิกหรือเรอเนสซองซ์ที่ถูกลดทอนให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น ป้ายร้านค้าสไตล์สากล การจัดพื้นที่หน้าอาคารมีการติดตั้งป้ายร้านค้าทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น BOOK SHOP หรือ GENERAL STORE & SPIRITซึ่งถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพทางสถาปัตยกรรมบนถนนสายหลัก

3. สถาปัตยกรรมในช่วงรอยต่อ (Architectural Transition) ในแหล่งข้อมูล (the sources) แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมในยุคนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่ทั้งหมดในคราวเดียว แต่มีการ ประสมประสานระหว่างของเก่าและของใหม่ โดยเรายังคงเห็น เพิงค้าขายไม้ชั้นเดียวหลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ข้างๆ หรือตรงข้ามกับตึกแถวก่ออิฐที่ทันสมัย สิ่งนี้แสดงถึงพลวัตของการสะสมทุนและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ค่อยเป็นค่อยไปในย่านธุรกิจอย่างสำเพ็ง

4. การออกแบบที่ตอบรับกับผังเมืองและเทคโนโลยี ตึกและอาคารในรัชกาลที่ 5 ถูกออกแบบให้ขนานไปกับแนวถนนที่เป็นระเบียบ ซึ่งมี รางรถรางและเสาไฟฟ้า/โทรเลข เป็นองค์ประกอบหลัก สถาปัตยกรรมเหล่านี้จึงต้องมีความสูงและระยะถอยร่นที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการสัญจรของรถรางไฟฟ้าและสายไฟที่ระโยงระยางอยู่เบื้องบน ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของพระนครที่ต้องการแสดงถึงความเป็นอารยะ 

5. กำแพงและเขตขัณฑสีมาแบบดั้งเดิม นอกจากอาคารพาณิชย์แล้ว ในภาพยังปรากฏ กำแพงก่ออิฐสูงและประตูทรงไทย (ทางด้านซ้ายของภาพแรก) ซึ่งน่าจะเป็นเขตวัดหรือวัง สถาปัตยกรรมส่วนนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความสูงใหญ่และความสันโดษแบบดั้งเดิมเอาไว้ สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนกับย่านตึกแถวที่เน้นความเปิดโล่งเพื่อการค้าขาย อุปมาอุปไมย สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ในภาพนี้เปรียบเสมือน การสวมสูททับลงบนโจงกระเบน คือมีความเป็นตะวันตกในโครงสร้างส่วนใหญ่ที่มองเห็นได้ชัด (ตึกแถวก่ออิฐ) แต่ยังคงมีรายละเอียดและจิตวิญญาณแบบดั้งเดิม (เพิงไม้และกำแพงวัด) แทรกซึมอยู่ เป็นการผสมผสานที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับกรุงเทพฯ ในยุคเปลี่ยนผ่านได้เป็นอย่างดี







อินเดียชมพูทวีป

 


India a Linguistic Tapestry by yv4466nrpm


สัญลักษณ์แห่งอธิปไตย ธงสามสี (Tiranga) ที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล ถูกรับรองให้เป็นธงชาติอย่างเป็นทางการโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่อินเดียจะได้รับเอกราช เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความสามัคคีและความเป็นอิสระจากจักรวรรดิอังกฤษ การต่อสู้ด้วยหลัก


อหิงสา ขบวนการกู้เอกราชของอินเดียมีความโดดเด่นจากการนำของ มหาตมา คานธี ซึ่งเน้นการต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรง (Ahimsa) และการไม่ให้ความร่วมมือ (Non-cooperation) เช่น การเดินขบวนเกลือ (Salt March) เพื่อประท้วงการผูกขาดของอังกฤษ จนสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลอาณานิคม วันแห่งเอกราชและการแบ่งแยกดินแดน: อินเดียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ตามพระราชบัญญัติเอกราชอินเดีย (Indian Independence Act) อย่างไรก็ตาม การปลดปล่อยเอกราชครั้งนี้มา


พร้อมกับการเผชิญหน้าทางศาสนาที่รุนแรง จนนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน (Partition) ออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดีย และ ปากีสถาน มรดกจากการปกครอง แม้อินเดียจะปลดปล่อยตนเองจากอังกฤษ แต่ก็ได้ปรับเอาโครงสร้างบางอย่างมาใช้ในการบริหารประเทศให้เกิดเอกภาพ เช่น ภาษาอังกฤษ ซึ่งเราเคยสนทนากันว่าถูกใช้เป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างรัฐที่มีความหลากหลายทางภาษา เพื่อคงความเป็นหนึ่งเดียวกันหลังยุคอาณานิคม อุปมาอุปไมย การปลดปล่อยเอกราชของอินเดียเปรียบเสมือน


การพังทลายของเขื่อนที่กั้นกระแสน้ำอันหลากหลาย เมื่อเขื่อน (การปกครองของอังกฤษ) ถูกรื้อถอนออกไป มวลน้ำมหาศาลที่มีสีสันและที่มาต่างกัน (ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม) ก็ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ โดยมีธงชาติ เป็นเสมือนทุ่นไฟที่คอยบอกทางให้กระแสน้ำทั้งหมดไหลไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ